Share-FBShare-TWShare-Line

เชื่อว่าเมื่อเอ่ยถึงแบรนด์ Hermès คงแทบไม่มีใครบอกว่าไม่รู้จัก
ด้วยชื่อเสียงของการเป็นสินค้าในกลุ่มไฮเอนด์ที่ทั้งสวยงาม หรูหรา และแพงระยับ โดยสนนราคากระเป๋าใบที่เป็น Rare Item สามารถซื้อบ้าน ซื้อรถหรูๆ กันได้เลยทีเดียว ลักซ์บรารีจะพาคุณมารู้จักแบรนด์ Hermès กันให้มากขึ้น
ถ้าถามว่าเพราะอะไรสินค้าแบรนด์นี้จึงแพงได้ใจ หลักๆ คงเป็นเพราะกลเม็ด “ปากต่อปาก” ซึ่งไม่ได้มาจากแผนการตลาดใดๆ ของแบรนด์เลย แต่เกิดจากเจ้านายในราชวงศ์ ชนชั้นสูงในยุโรป ต่อด้วยสาวๆ ในแวดวงเจ็ทเซ็ท จนมาถึงเซเลบริตี้ยุคปัจจุบันที่ต่างเทใจเป็นติ่งกระเป๋าแบรนด์ Hermès กันหนักมาก ต่างพร้อมใจกันช้อป โชว์ ใช้ กระเป๋าแอร์เมสแบบ prondly to present มาทุกยุคทุกสมัย


เมื่อผนวกเข้ากับกลยุทธ์การตลาดของแบรนด์ที่ว่า ไม่ใช่ใครมีเงินแล้วจะสามารถเป็นเจ้าของกระเป๋าสุดหรูของแอร์เมสได้ง่ายๆ แต่คุณยังต้องมี “แต้มบุญ” สะสม ซึ่งหมายถึงการต้องผ่านสังเวียนช้อปสินค้าของแอร์เมสมาระดับหนึ่ง ถึงจะได้ครอบครองกระเป๋าสุดหรูของแบรนด์นี้ สองเครดิตนี้แหละที่เปรียบเสมือน “ป๋าดัน” ส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นแบรนด์ชั้นหนึ่งของแอร์เมสให้แข็งแกร่งยิ่งๆ ขึ้น พร้อมกับราคาที่แร็งส์ทบเท่าทวี
แน่นอนว่าการจะได้เครดิตขลังๆ เช่นนี้มาครอบครอง ย่อมไม่ใช่เพราะแอร์เมสมีอาคมสะกดจิตหมู่ให้ใครต่อใครมาเป็นสาวกสวามิภักดิ์กับแบรนด์ แต่เป็นเพราะ Story Telling หรือประวัติศาสตร์แบรนด์ที่มีมายาวนานเกือบ 2 ศตวรรษของสินค้าเครื่องหนังคุณภาพพรีเมียมระดับ A+ (เครื่องหมาย + ล้านตัว) ที่บรรจุอยู่ในกล่องสีส้ม สกรีนโลโก้ “รถม้า” นั่นเอง


ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1837 ประเทศฝรั่งเศส ปีที่แอร์เมสเริ่มต้นกิจการ ในห้วงเวลานั้นแบรนด์เนมสุดหรูหรานี้ยังเป็นแค่ธุรกิจเล็กๆ ภายในครอบครัวที่ก่อตั้ง โดย เทียร์รี แอร์เมส (Thierry Hermès) ที่มีเป้าหมายคือทำกิจการผลิตอานม้า ซึ่งมาจากว่าในยุคนั้นยังใช้ม้าเป็นพาหนะหลักในการเดินทาง
ด้วยความที่เมอซิเออร์แอร์เมสผลิตแต่งานดีงานละเอียดมากถึงมากที่สุด สินค้าทุกไลน์ผลิตล้วนใช้แต่วัตถุดิบเป็นหนังที่มีคุณภาพสูง ร่วมกับการตัดเย็บแบบพิเศษคือเย็บแบบ 2 เข็ม ซึ่งเป็น know-how ที่แอร์เมสให้ความใส่ใจพิถีพิถันอย่างยิ่งยวด ทำให้ทุกชิ้นงานหนังของแบรนด์ เป็นงาน Craftsmanship ที่มีฝีเย็บแน่นและทนทานดับเบิ้ล จนกลายเป็นที่เลื่องลือไปอย่างมาก กระทั่งได้ถูกรับเลือกให้เป็นผู้ผลิตอานม้าให้กับจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส
เกือบสามสิบปีให้หลัง ในปี ค.ศ.1867 เมอซิเออร์แอร์เมสตัดสินใจเข้าร่วมแสดงผลงานในงานเอ็กซ์โประดับประเทศ โดยเขาได้นำรองเท้าแตะที่ทำจากหนังไปจัดแสดงด้วย ผลคือได้รับรางวัลเหรียญเงิน ทำให้ชื่อเสียงของแบรนด์แอร์เมสยิ่งโด่งดังเป็นทวีคูณ พร้อมกับราคาที่ทะยานสูงลิ่ว แต่ Who cares? ใครล่ะจะสน ในเมื่อแฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์เป็นถึงระดับราชวงศ์และชนชั้นสูงของฝรั่งเศส



กระทั่งปี ค.ศ.1880 ที่เป็นยุคของลูกชาย ชาร์ลส์-เอมิล แอร์เมส (Charles Emile Hermès) เข้ามาดูแลกิจการต่ออย่างเต็มตัว และได้ตัดสินใจขยายธุรกิจออกไปทั่วโลก ทั้งยุโรป เอเชีย และอเมริกา พร้อมทั้งเปิดตัว Haut à Courroies กระเป๋าใส่สัมภาระสำหรับการเดินทางบนหลังม้า ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระเป๋าหลายรุ่นในยุคปัจจุบัน
มาถึงเจเนอเรชั่นที่ 3 สองทายาท Adolphe และ Émile-Maurice ของชาร์ลส์-เอมิล ก็ได้ทำให้แอร์เมสก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองสมบูรณ์แบบ ด้วยการพัฒนาแตกไลน์สินค้าไปอย่างหลากหลาย มีการนำซิปมาใช้กับเครื่องหนังเป็นครั้งแรก โดยมีผลงานชิ้นเด่นคือ ถุงกอล์ฟติดซิปที่ทำถวายแด่เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ในปี ค.ศ.1918 จนทำให้เกิดกระแสพูดถึงในวงกว้าง กระทั่งผู้คนเรียกชื่อซิปของแอร์เมสว่า “Hermès Fastener”
ต่อมาเมื่อเหลือเพียงเอมิล-เมาริส สานต่อกิจการเพียงคนเดียว เขาก็ยังคงมุ่งมั่นสานต่อความเป็นหนึ่งในการสร้างปรากฏการณ์ให้แบรนด์แอร์เมสอีกครั้ง ด้วยการผลิตกระเป๋าถือสำหรับสุภาพสตรี ซึ่งมาจากความตั้งใจแรกที่อยากจะออกแบบกระเป๋าถือให้ภรรยา และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นให้แอร์เมสก้าวเข้าสู่ไลน์สินค้าสำหรับสุภาพสตรีอย่างเต็มตัวและครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า เสื้อผ้า ผ้าพันคอ แอ็คเซสซอรี่ต่างๆ และน้ำหอม โดยกระเป๋าและผ้าพันคอถือเป็นไอเท็มเด่น ที่ทำให้แอร์เมสโด่งดังจนกลายเป็นแบรนด์ในดวงใจของผู้คนทั่วโลก
กระทั่งปี ค.ศ.1951 เมื่อเอมิล-เมาริส เสียชีวิต แบรนด์ได้ถูกส่งต่อไปยัง Robert Dumas และ Jean-René Guerrand ยุคนี้เองที่ได้มีการนำสีส้มมาใช้กับแบรนด์ แต่ยอดขายกลับไม่น่าพอใจเหมือนที่ผ่านมา


กระทั่งปี ค.ศ. 1956 หลังจากมีการเผยแพร่ภาพของเจ้าหญิงเกรซ แห่งโมนาโก ถือกระเป๋า Sac à dépêches เพื่อปกปิดหน้าท้องที่กำลังทรงครรภ์อ่อนๆ จากเหล่าช่างภาพปาปารัสซี กลายเป็นจุดพลิกให้กระเป๋ารุ่นนี้เป็นที่พูดถึงจนเกิดเป็นกระแสความต้องการจำนวนมาก แอร์เมสจึงพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เปลี่ยนชื่อรุ่นกระเป๋าเป็น Hermès Kelly ตามชื่อเดิมของเจ้าหญิงเกรซสมัยเป็นดาราฮอลลีวู้ด จนกลายเป็นหนึ่งในกระเป๋ารุ่นยอดนิยมมาถึงวันนี้



อีกหนึ่งรุ่นฮิตตลอดกาลคือ Birkin ที่เปิดตัวเมื่อปี ค.ศ.1982 โดยได้แรงบันดาลใจมาจากนักแสดงสาว เจน เบอร์กิน (Jane Birkin) หลังจากที่ ฌอง หลุยส์ ดูมาร์ (Jean-Louis Dumas) CEO ของแบรนด์ในตอนนั้น ได้พบเจอกับเจน และพูดคุยกันถึงรูปแบบกระเป๋าที่เธอชื่นชอบ เขาก็เกิดไอเดียออกแบบกระเป๋ารุ่นนี้ขึ้นมา

จวบจนวันนี้ แอร์เมสมีอายุกว่า 182 ปีแล้ว และแม้ว่าสินค้าของแบรนด์จะขยับจากอุปกรณ์ขี่ม้าไปสู่ไลน์แฟชั่นต่างๆ มากมาย แต่เอกลักษณ์หนึ่งที่แอร์เมสพยายามสอดใส่เข้าไปในแทบจะทุกดีไซน์ของสินค้าก็คือ Story Telling หรือการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของแบรนด์ ด้วยวิธีการสอดแทรกลวดลายเกี่ยวกับรถม้าและการขี่ม้าเข้าไปในคอลเลคชั่นต่างๆ
และนั่นถือเป็นจุดแข็งสูงสุดที่แอร์เมสทำได้อย่างสำเร็จงดงาม อย่างชนิดที่เรียกว่ายากจะหาสิ่งใดมาสั่นคลอนความ respect ที่ผู้บริโภคมีให้กับเครื่องหมายการค้าอันสุดแสนทรงพลังนี้ และใครที่เป็นสาวกของแอร์เมส และอยากสัมผัสกระเป๋าแอร์เมสด้วยตัวคุณเอง คลิกที่นี่ได้เลย http://www.luxbrary.com


Source of image :
https://www.bagscheap.xyz/jane-birkin-hermes-birkin-bag_p21
https://princessgraceus.tumblr.com/post/122788218153/hermes
http://blog.madisonavenuecouture.com/celebrity-birkin-bags/
https://baghunter.com/blogs/insights/hermes-brand-history-timeline
https://carlisletheacarlisletheatre.org/pin/hermes-logo-horse/
https://wanderxluxe.com/4-tips-on-buying-your-very-first-birkin-bag/